วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หน่วยที่ 5 เครือข่ายใยแมงมุม (World Wide Web)


เครือข่ายใยแมงมุม
     ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลก และการใช้งานบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เป็นการใช้งานที่ทำได้ง่าย สะดวก และมีการให้บริการที่หลากหลายรูปแบบทำให้ทุกคนสามารถใช้งานบนอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง และในระบบงานราชการของไทยในยุคปัจจุบันก็จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงาน เพื่อทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ถึงกันได้ และช่วยลดปริมาณกระดาษในการนำส่งเอกสารระหว่างหน่วยงานได้อีกด้วย
     การบริการอย่างหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถเชื่อมโยงเอกสารในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้มองดูเสมือนกับแมงมุมที่กระจายเส้นใยครอบคลุมไปในทิศทางต่างๆ ทั่วโลก จงทำให้ระบบนี้ถูกเรียกว่า "เครือข่ายใยแมงมุม" (World Wide Web) หรือ www หรือ Web นั้นเอง
     การเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตผ่านสื่อประเภทเว็บเพจเป็นที่นิยมอย่างสูงในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการโฆษาสินค้า การศึกษาข้อมูล ความรู้ต่างๆ การเผยแพร่ข้อมูลทางการแพทย์ การเรียนผ่านทางอินเทอร์เน็ต การซื้อ-ขายสินค้า ตลอดจนความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ เช่น การดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม การเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มของผู้ที่สนใจได้ทั่วโลกตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารก็ทำได้ทั้งรูปแบบข้อมูลตัวอักษร ข้อมูลภาพ ข้อมูลเสียง และภาพเคลื่อนไหวต่างๆ จึงทำให้ระบเวิลด์ ไวด์ เว็บ ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

หมายเลขประจำเครื่อง (IP Address)

     การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มีการเชื่อมต่อกันในระบบเครือข่านอินเทอร์เน็ตซึ่งอยู่ภายใต้มาตรฐาน TCP/IP เครื่องคอมพวเตอร์จะต้องมีหมายเลขประจำตัว เพื่อจะได้สามารถอ้างอิงหมายเลขในการเรียกใช้งาน และหมายเลขประจำตัวนี้จะต้องไม่ซ้ำกันเช่นเดียวกับหมายเลขประจำตัวประชาชนของแต่ละบุคคล ซึ่งหมายเลขที่ใช้อ้างอิงจะใช้เป็นตัวเลขที่เรียกว่า (IP Address)
     IP Address คือ หมายเลขประจำตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การกำหนดหมายเลข IP Address ประกอบด้วยเลขฐานจำนวน 4 ชุดๆละ 8 บิต จะรวมเป็นค่าตัวเลข 32 บิต ค่าของตัวเลขแต่ละส่วนมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 255

โดเมนเนม (Domain Name)

      คือ ชื่อเว็บไซต์ (www.yourdomain.com) ที่ท่านสามารถเป็นเจ้าของ ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น เพื่อการเรียกหาเว็บไซต์ที่ต้องการ “ชื่อเว็บไซต์” คือ สิ่งแรกที่แสดง หรือ ประกาศความมีตัวตนบนอินเตอร์เน็ตให้คนทั่วไปได้รู้จัก สามารถมีได้ชื่อเดียวในโลกเท่านั้น เช่นwww.gict.co.th เมื่อผู้ใช้กรอกชื่อลงไปในช่อง Address ของ Internet Explorer ก็จะส่งชื่อไปร้องถามจากเครื่องแปลชื่อ โดเมน (Domain Name Server) และได้รับกลับมาเป็นไอพีแอดเดรส (Internet Protocol) แล้วส่งคำร้องไปให้กับเครื่องปลายทางตามไอพีแอดเดรส และได้ข้อมูลกลับมาตามรูปแบบที่ร้องขอไป
      
Sub Domain  ( ซับโดเมน ) 
       Sub Domain ( ซับโดเมน ) คือ เว็บย่อยของเว็บไซต์ของเราอีกที โดยปกติถ้ามี Domain(โดเมน) ชื่อ www.gict.co.th เราจะเข้าชมเว็บไซต์ของเราโดยพิมพ์ www.gict.co.th แต่หากเราต้องเข้าชมเว็บย่อยของเราจะต้องพิมพ์ http://domain.gict.co.th มีประโยชน์สำหรับท่านที่มีธุรกิจหลายประเภท เป็นการจำแนกแยกแยะหมวดหมู่ธุรกิจ

   ข้อควรรู้ก่อนจดโดเมน
     1.ความยาวของชื่อ Domain ตั้งได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร
     2.Domain ต้องจดในชื่อของคุณเท่านั้น Domain Ownership
     3.ถ้าเป็น Domain ของบริษัท พยายามจดภายใต้ชื่อบริษัท อย่าจดด้วยชื่อพนักงาน IT
     4.ข้อมูลที่สำคัญที่สุดของ Domain คือ Owner Detail
     5.ใช้อีเมล์ที่จะอยู่กับคุณตลอดไปในการจดโดเมน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ติดต่อกับคุณ เรียกว่า Registrant E-mail
     6.บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ Domain ของคุณไว้ให้ดี วันหมดอายุ ผู้ติดต่อ และอื่น ๆ

ลักษณะของ Domain Name
    โดเมนเนมในโลกนี้จะไม่มีการซ้ำกันเลยครับ โดเมนเนมแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ครับ
      1. โดเมนเนม 2 ระดับ จะมีรูปแบบ เช่น amazon.com , makmay.com ฯลฯ โดยคำย่อส่วนที่ 2 คือ คำย่อของประเภทองค์กร ดังนี้ครับ
          .com บริษัท หรือองค์กรพาณิชย์
          .edu สถาบันการศึกษา
          .gov องค์กรรัฐบาล
          .mil องค์กรทางทหาร
          .net องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ หรือจุดเชื่อมต่อเครือข่าย
          .org องค์กรที่ไม่เข้าข่ายประเภทองค์กรทั้งหมดที่ได้กล่าวถึง
    2. โดเมนเนม 3 ระดับ จะมีรูปแบบ เช่น ksc.co.th ฯลฯ โดยคำย่อส่วนที่ 2 คือ คำย่อของประเภทองค์กร ดังนี้ครับ
         .co บริษัท หรือองค์กรพาณิชย์
         .ac สถาบันการศึกษา
         .go องค์กรรัฐบาล
         .or องค์กรไม่แสวงผลกำไร
         .net องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
  สำหรับคำย่อในส่วนที่ 3 หลังเครื่องหมายจุดใช้ระบุประเทศที่ตั้งขององค์กรนั้น เช่น
       .cn จีน
       .th ไทย
       .jp ญี่ปุ่น
       .au ออสเตรเลีย

วิธีการจดทะเบียน Domain Name
     วิธีการจดทะเบียนโดเมนเนม (Domain Name) นั้นสามารถกระทำผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือสามารถขอจดทะเบียนผ่านทางบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ โดยถ้าต้องการจดโดเมนเนมแบบ Geographical Domains ก็จะสามารถจดทะเบียนผ่านทาง www.thnic.net แต่ถ้าต้องการจดทะเบียนเป็นแบบ Organization Domains ก็สามารถเลือกจดทะเบียนได้ตามเว็บไซต์ที่เป็นตัวอย่าง เช่น www.netdesignhost.com
     แสดงตัวอย่าง : ขั้นตอนในการจดทะเบียนโดเมนเนมแบบ Organization Domains มีดังต่อไปนี้
1.พิมพ์ www. www.netdesignhost.com
          2.เลือกเมนู Domain Name
          3.พิมพ์ชื่อโดเมนเนมที่ต้องการ เพื่อตรวจสอบว่าชื่อนี้มีการจดทะเบียนหรือยัง ถ้ามีการจดทะเบียนไปแล้ว เราจะต้องใช้ชื่อใหม่เพราะไม่สามารถที่จะจดทะเบียนด้วยชื่อที่ซ้ำกันได้
          4. ถ้าชื่อโดเมนเนมที่เราได้ขอตรวจสอบไปนั้นยังไม่มีผู้ใดใช้อยู่จะแสดงชื่อ เพื่อให้เลือกประเภทขององค์กรที่ต้องการ เช่น kulrapee.com, kulrapee.org, kulrapee.net
          5. ให้กำหนด Username และ Password ที่ต้องการใช้ในการจดทะเบียนโดเมนเนม
          6. กรอกข้อมูลการลงทะเบียน
          7. แสดงข้อมูลการลงทะเบียนมาให้ตรวจสอบอีกครั้ง
          8. แสดงรายละเอียดการชำระเงินค่าจดทะเบียนโดเมนเนม เมื่อชำระเรียนร้อยแล้วก็จะมีโดเมนเนมตามที่ได้ขอจดทะเบียนไว้
รหัสสืบค้นแหล่งข้อมูล   

           การท่องเที่ยวในระบบอินเตอร์เน็ตนั้น จะมีเมนูหรือตำแหน่งของการเชื่อมโยง (Link) ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ที่เป็นส่วนย่อยของเว็บไซต์นี้ หรือเป็นเว็บไซต์ที่ถูกจัดเก็บไว้ในกลุ่มข้อมูลต่างๆ เมื่อคลิกเข้าไปแล้วบางครั้งเสมือนกับเราได้เปิดประตูเข้าไปข้างในทีละชั้นจนพบกับข้อมูลที่เราต้องการ

การเชื่อมโยงข้อมูล (Link) 
           เว็บเพจแต่ละหน้าใน word wide wed จะสามารถเชื่อมโยงกันได้ ทำให้เราสามารถที่จะเรียกดูเว็บเพจอี่นได้จากการคลิกเมาส์เพื่อกระโดดไปยังข้อมูลที่ต้องการได้ เราสามารถสร้างเชื่อมโยงผ่านทางข้อความ รูปภาพ หรือปุ่มเมนู
     การเชื่อมโยงข้อมูล (Link) สามารถเชื่อมโยงได้ ดังนี้
         1.การเชื่อมโยงข้อมูลภายในหน้าเว็บเพจเดียวกัน
            2.การเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บเพจหน้าอื่นๆ ซึ่งอยู่ภายในเว็บไซต์เดียวกัน
            3.การเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์อื่นๆ

บทที่ 4 การใช้งานโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browsetr)


การใช้งานโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browsetr)

          หลังจากที่เราเข้าใจความเป็นมา และการใช้งานในอินเทอรืเน็ตมาแล้ว โปรแกรมที่เราควรจะรู้จักให้ดียิ่งขึ้น ก้คือโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเปิดเว็บเพจต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต โปรแกรมนี้จะมีความสามารถมากมายที่จะเป็นประโยชน์ในการท่องเว็บ
          โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ มีหลายชนิด เช่น Netscape Communicator, Internet Explorer, Opera เป็นต้น แต่ที่เรารู้จักดีและเป็นที่นิยมใช้งานคือ Internet Explorer เพราะคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการของ Windows เช่น Windows 98, Windows me, Windows xp ฯลฯ ซึ่งระบบปฏิบัติการเหล่านี้ก็จะมีโปรแกรม Internet Explorer แถมมาให้อยู่แล้ว เพราะเป็นโปรแกรมที่สร้างโดยบริษัท ไมโครซอฟต์ เช่นเดียวกัน

การใช้งานโปรแกรม Internet Explorer
       โปรแกรม Internet Explorer จะประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญหลายส่วน ดังนั้น ก่อนที่จพทำการใช้งานในโปรแกรม Internet Explorer ก็ต้องทำความรู้จักกับโปรแกรมนี้ก่อน ซึ่งมีส่วนประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้

ส่วนประกอบของโปรแกรม Internet Explorer
          1. แถบชื่อ (Title Bar) : แถบแสดงชื่อเว็บไซต์ที่กำลังเปิดใช้งานอยู่
          2. แถบเมนู (Menu Bar) : แถบคำสั่งต่างๆที่ใช้งานในโปรแกรม Internet Explorer โดยแยกไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้สามารถเลือกใช้งานได้ เมื่อต้องการใช้งานใดก็เลือกคลิกตามคำสั่งนั้นๆ ได้
          3. แถบเครื่องมือมาตรฐาน (Standard Toolbar) : แถบแสดงไอคอน ของคำสั่งต่างๆ ที่เป็นปุ่มคำสั่งพื้นฐาน 
          4. แถบเครื่องมือที่อยู่ (Address Toolbar) : เป็นแถบที่สำหรับกรอกที่อยุ่ของเว็บไซต์ที่ต้องการจะเข้าไปเยี่ยมชม
          5. สัญลักษณ์เคลื่อนไหว : เป็นสัญลักษณ์แสดงการโหลดข้อมูลของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะเข้าไปเยี่ยมชม เมื่อทำการโหลดข้อมูลเสร็จสมบูรณ์แล้ว สัญลักษณ์จะหยุดการเคลื่อนไหว

การหยุดการโหลด (Stop)
          ในขณะที่โปรแกรมอยู่ในระหว่างการโหลดเว็บเพจตามที่เราพิมพืชื่อเว็บเพจไว้ในช่อง Address นั้น เมื่อเราไม่ต้องการเว็บเพจนี้หรือต้องการเปลี่ยนแปลงเว็บเพจใหม่ เราก็ควรหยุดการโหลดเว็บเพจ โดยคลิกที่ปุ่ม Stop

การสั่งให้มีการโหลดใหม่ (Refresh)
          เมื่อเราพิมพ์ชื่อ Web ไว้ที่ช่อง Address แล้ว บางครั้งเราจะพบว่าโปรแกรม Web Browser สามารถโหลดเว็บไซต์นั้นมาให้เราได้เพียงบางส่วนเท่านั้นก้หยุดการโหลด โดยเราจะสังเกตจากรูปธงที่จะสะบัดอยู่มุมบนด้านขวาของหน้าจอโปรแกรมหยุดการสะบัด เราสามารถสั่งให้โปรแกรมโหลดเว็บไซต์นั้นให้เราใหม่อีกครั้ง โดยที่เราไม่ต้องไปพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ในช่อง Address ใหม่เพียงแค่คลิกที่ปุ่ม Refresh โปรแกรมก็จะทำการโหลดเว็บไซต์ที่เราต้องการให้ใหม่ทันที

การกลับไปยังหน้าแรกของเว็บไซต์ (Home)
          ในการเข้าไปใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อคลิกลิงก์ไปยังหน้าอื่นๆ ของเว็บไซต์ ก็เหมือนกับเราเปิดหนังสือทีละหน้าอ่านไปเรื่อยๆ เมื่อเราต้องการกลับไปยังหน้าแรกของเว็บไซต์นั้นๆ ถ้าคลิกที่ปุ่ม Back ก้เหมือนกับเราพลิกกลับมาทีละหน้า แต่ถ้าต้องการกลับไปหน้าแรกครั้งเดียวเลยจะต้องคลิกที่ปุ่ม Home

การบันทึกเว็บเพจที่ชอบ (Favorites)
       เมื่อเราเล่นอินเทอร์เน็ตแล้วค้นหาข้อมูล หรือค้นหาเว็บเพจใหม่ไปเรื่อย ๆ เรามักจะคลิกไปจนพบกับเว็บเพจที่น่าสนใจ และต้องการที่จะกลับมาดูเว็บเพจนั้นอีกในครั้งต่อ ๆ ไป เราจะมีวิธีในการบันทึกเว็บเพจนั้นเก็บเอาไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวของเรา เมื่อครั้งต่อไปที่ต้องการจะเปิดเว็บเพจนี้อีกก็ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ในช่อง Address อีก แต่สามารถค้นหาได้จากสมุดบันทึกส่วนตัวของเราได้ทันที ทำไห้เราสะดวกในการบันทึกเว็บเพจที่ชอบเก็บเอาไว้โดยไม่ต้องจดลงบนสมุดบันทึกอีกต่อไป   
             การบันทึกไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวภายในโปรแกรม Internet Explorer ให้ปฏิบัติตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
                    1. มีสมุดบันทึกของตนเองแล้ว (Folder)  ก็ให้ไปคลิกเปิดสมุดของตนเองขึ้นมาแล้วก็คลิกที่ OK โปรแกรมก็จะทำการบันทึกเว็บเพจที่เราต้องการเก็บเอาไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวของเราทันที
  2. ไม่มีสมุดบันทึกของตนเอง ให้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี่
     2.1    คลิกที่ New Folder
     2.2    ชื่อโฟลเดอร์ (Folder) ที่เราสร้างใหม่ก็จะมาปรากฏที่ช่อง Create in
    2.3    คลิกที่ปุ่ม OK ก็จะบันทึกเว็บเพจที่เราชอบไว้ในโฟลเดอร์ (Folder) ของเราให้เรีบยร้อ
ขั้นที่ 3 เมื่อต้องการปรับแต่งการจัดเก็บเว็บไซต์ไว้ในสมุดบันทึกให้เลือกที่ Organize
     Create Folder:  สร้างโฟลเดอร์ใหม่
     Rename: เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ หรือชื่อของเว็บไซต์ที่จะบันทึกไว้ในสมุดบันทึก
     Move to Folder: ย้ายเว็บไซต์ที่บันทึกไว้ในสมุดบันทึกไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์ใหม่ โดยให้คลิกที่ชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการย้าย แล้วเลือก Move to Folder จะปรากฏหน้าจอดังนี้ เพื่อให้คลิกเลือกโฟลเดอร์ (Folder) ใหม่
     Delete: การลบโฟลเดอร์ (Folder) หรือลบเว็บไซต์ที่ได้บันทึกไว้แล้ว เมื่อต้องการลบคลิกเลือกชื่อเว็บไซต์ หรือ โฟลเดอร์   (Folder) ที่ต้องการจะลบแล้วจึงคลิกที่ปุ่ม Delete และจะปรากฏหน้าจอดังนี้ เพื่อเป็นการยืนยันการลบ

การเปิดดูเว็บไซต์ที่เคยไปเยือนมาแล้วในอดีต (History)
              ขั้นตอนในการค้นหาเว็บไซต์ในอดีต ทำได้ดังต่อไปนี้
                    1. คลิกที่ปุ่ม History
                    2. แสดงข้อมูลของ History ทางด้านซ้ายมือ โดยจะรวบรวมไว้ในแต่ละวันว่าได้เข้าไปเปิดเว็บไซต์ไหนบ้าง
                    3. ถ้าต้องการตรวจสอบข้อมูลในวันใด ก็คลิกที่วันนั้น ๆ ก็จะแสดงรายชื่อของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เคยเข้าไปเยี่ยมชมมาแล้ว
                    4. ถ้าเราต้องการกลับไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่เคยไปเยี่ยมมาแล้วก็สามารถคลิกเลือกชื่อเว็บไซต์นั้นได้เลย
                    5. เว็บไซต์จะแสดงขึ้นมาทันที


การพิมพ์เว็บเพจ (Print) 
             ก่อนการพิมพ์ข้อความจากเว็บเพจควรจะต้องดูภาพก่อนพิมพ์เพื่อที่จะดูผลลัพธ์ที่จะได้เมื่อสั่งพิมพ์ เพื่อตรวจดูความถูกต้องก่อนที่จะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ
             การพิมพ์แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
1. คลิกที่รูป เครื่องพิมพ์ จะเป็นการสั่งพิมพ์โดยอัตโนมัติ คือพิมพ์หน้าเว็บเพจออกมาทั้งหมดเหมือนกับที่เราเครื่องพิมพ์ใน Microsoft Word
2. เลือกจาก เมนู Fileà Print จะสามารถกำหนดเงื่อนไขในการพิมพ์ตามที่เราต้องการได้ ดังนี้
All = พิมพ์ทั้งหมด
Selection = พิมพ์เฉพาะพื้นที่ที่เลือก (การเลือกพื้นที่ หรือ ข้อความที่ต้องการการ             พิมพ์ก็โดยการลากแถบดำคลุมพื้นที่ หรือ ข้อความนั้น ๆ)
Current Page= พิมพ์ในหน้าปัจจุบันที่ตำแหน่งของเคอร์เซอร์ (Cursor) กะพริบอยู่
Page= กำหนดหน้าที่ต้องการพิมพ์


การตั้งค่าหน้ากระดาษ (Page Setup)
           เมื่อต้องการที่จะกำหนดขนาดกระดาษ และขอบกระดาษก่อนที่จะทำการพิมพ์เว็บเพจให้ทำการเลือกเมนู File à Page Setup เพื่อกำหนดตามรูปแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

การตั้งค่าหน้ากระดาษ Page Setup
               หมายเลข 1 คือ การกำหนดขนาดของกระดาษที่ต้องการจะเลือกใช้ในการพิมพ์เว็บเพจ
          หมายเลข 2 คือ การกำหนดถาดกระดาษของเครื่องพิมพ์ สำหรับเครื่องพิมพ์ที่สามารถป้อนกระดาษได้หลายทาง
          หมายเลข 3 คือ การกำหนดกาพิมพ์ข้อความบนหัวกระดาษ และท้ายกระดาษ ดังนี้
&w คือ ชื่อเว็บเพจ
&u คือ Address ของเว็บเพจ
&d คือ วันที่พิมพ์ แบบย่อ
&D คือ วันที่พิมพ์ แบบยาว
&t คือ เวลาที่พิมพ์ แบบมาตรฐาน
&T คือ เวลาที่พิมพ์ แบบ 24 ชั่งโมง
&p คือ เลขหน้าที่พิมพ์
&P คือ จำนวนหน้าทั้งหมดของเว็บเพจ
&& คือ การใส่เครื่องหมาย &
&b คือ ให้พิมพ์โดยจัดวางกลางกระดาษ
&b&b คือ ให้พิมพ์โดยจัดวางชิดขวา
          หมายเลข 4 คือ การกำหนดแนวให้การพิมพ์บนกระดาษ
                          Portrait = แนวตั้ง
                          Landscape = แนวนอน
         หมายเลข 5 คือ การกำหนดระยะขอบกระดาษ
                         Left   = ระยะขอบด้านซ้าย
                         Right = ระยะขอบด้านขวา
                         Top   = ระยะขอบด้านบน
                         Bottom = ระยะขอบด้านล่าง


การบันทึกเว็บเพจ
         เมื่อต้องการที่จะบันทึกเว็บเพจ สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
ขั้นตอนการบันทึกเว็บเพจ
1. เมื่อเปิดเว็บเพจที่จะต้องการบันทึกแล้ว ให้เลือกเมนู File à Save As...
2. โปรแกรมจะเปิดหน้าต่างของ Save Web Page มาให้
3. Save in : ให้ทำการเลือก Drive และ Folder ที่ต้องจะบันทึกเพจเก็บไว้
4. File name : โดยปกติโปรแกรมจะนำชื่อของเว็บเพจที่ต้องการจะบันทึกมาเป็นชื่อ File
Name แต่ถ้าต้องการที่จะตั้งชื่อในการเก็บเว็บเพจที่ต้องการจะบันมึกมาเป็นชื่อ File
Name ไดตามต้องการ
5. Save as type : เป็นการระบุชนิดในการบันทึกเว็บเพจ ดังนี้
Web Page, complete [*.htm, *.htm] = เป็นการบันทึกทั้งภาพและข่อความอย่างสมบูรณ์                           ให้ผลลัพธ์เหมือนกับหน้าเว็บเพจจริง
Web Archive, single file [*.mht] = เป็นการบันทึกทุกอย่างแต่ให้ผลลัพธ์เป็นไฟล์เดียว
Web page, HTML only [*.htm,*.html] = เป็นการบันทึกเป็นไฟล์ HTML โดยไม่มีภาพ
Text File [*.txt] = เป็นการบันทึกเป็นไฟล์ข้อความโดยไม่มีภาพ
6. คลิกที่ปุ่ม Save เว็บเพจจะถูกบันทึกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่ได้เลือกไว้ทันที
เว็บเพจที่ได้บันทึกไว้ โดยเลือก Save as type: Web page, complete [*.htm,*.htm]เมื่อเว็บเพจนั้นถูกบันทึกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่ระบุไว้แล้ว จะถูกแบ่งการบันทึกออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็ฯข้อความจะถูกบันทึกเป็นไฟล์นามสกุล .htm หรือ .htmlและส่วนที่เป็นไฟล์รูปภาพนั้นจะถูกบันทึกไว้ในโฟลเดอร์ที่มีชื่อเดียวกับไฟล์ข้อความ เมื่อต้องการที่จะเปิดเว็บเพจที่ได้บันทึกไว้แล้วดู ก็ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ข้อความ html ของเว็บเพจที่ได้บันทึกไว้จะปรากฏภาพ

การปรับแต่งตัวอักษร 
                       การปรับแต่งตัวอักษร แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ
                 1.การปรับแต่งอักษรให้มีขนาดที่เปลี่ยนแปลงไป
สามารถเลือกได้จากเมนู View à Text Size ซึ่งโดยปกติขนาดของตัวษรจะมีขนาดกลาง คือ Medium แต่จะเปลี่ยนแปลงได้ 5 ขนาด โดยเรียงลำดับขากขนาดเล็กไปหาใหญ่ ดังต่อไปนี้
               1.Smallest
              2.Smaller
              3.Medium
              4.Larger
              5.Largest
   2. การปรับแต่งรูปแบบของภาษา
โดยปกติ รูปแบบของภาษาที่ใช้ในเว็บเพจ จะต้องมีรูปแบบของภาษาไทยเพื่อที่จะทำให้เว็บเพจที่เป็นภาษาไทยสามารถอ่านภาษาไทยนั้นได้ โดยดูได้จากเมนู
      ถ้าไม่มี Thai (Windows) จะทำให้เว็บเพจนั้นไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้ ถึงแม้ว่าเว็บเพจนั้นจะเป็นเว็บเพจไทยที่ทำขึ้นโดยใช้รูปแบบของตัวอักษรภาษาไทยก็ตาม
      แต่ถ้าต้องการปรับเปลี่ยนให้รูปแบบของภาษาอื่น ๆ ก็สามารถเปลี่ยนได้ตามเมนูของภาษาต่าง ๆ ที่มีให้เลือก ตัวอย่างเช่น เปลี่ยนเป็ยภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ไทยแต่เมื่อเลือกเมนู View à Encoding à Japanese (Shift-JIS) จะปรากฏ

การทำ Work Offline
             การทำ Work Offline เพื่อที่จะสามารถเก็บเว็บเพจที่ต้องการไว้อ่านอีกโดยไม่จำเป็นจะต้องทำการเชื่อมอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อมูลในเง็บเพจบางครั้งมีจำนวนมากมาสามารถอ่านจบได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่เราสามารถย้อนกลับมาอ่านได้อีกโดยหน้าเว็บเพจที่ทำ Work Offline ไว้จะแสดงหน้าจอเสมือนกับขณะนั้นเราได้ทำการเชื่อต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตทุกประการ เพียงแต่ปุ่มเชื่องโยม (Link) ในหน้าเว็บเพจนั้นขณะที่ทำ   Work Offline นั้นยังไม่เคยผ่านการคลิกเพื่อเชื่อมโยงไปยังส่วนอื่น ๆ หน้าเว็บเพจอื่น ๆ หรือเป็นการเชื่อโยงไปยังเว็บเพจอื่น ๆ ปุ่มการเชื่อมโยง(Link) จะไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บเพจนั้น ๆ ได้ แต่ถ้าปุ่มการเชื่อมโยง (Link) นั้นเคยผ่านการคลิกผ่านมาแล้ว ก่อนที่จะทำ Work Offline  ปุ่มการเชื่อมโยงนั้นก็จะสามารถเปิดดูเว็บเพจน้าอื่น ๆ หรือสามารถที่จะเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่น ๆ ได้ทันที ถ้าต้องการทำ 
  Work Offline สามารถเลือกได้จากเมนู FileàWork   Offline    เมื่อเลือกเมนุการทำWork Offline แล้ว จะปรากฏคำว่า “[Working Offline]” ด้านบนของหน้าเว็บเพจ


การเปิดหน้าต่างใหม่
          วิธีนี้จะเป็นการเปิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมาในขณะที่น้าต่างเดิมยังคงอยู่ และหน้าต่างใหม่ที่เปิดขึ้นมาก็จะมีหน้าเว็บเพจเหมือนกับหน้าต่างเดิมทุกประการ แต่ถ้าเราต้องการเปิดเว็บเพจใดก็ให้ไปเปลี่ยนชื่อของเว็บเพจในช่อง Address ใหม่ หน้าเว็บเพจในหน้าต่างนี้ก็จะโหลดเว็บใหม่มาแสดงแต่เมื่อเราต้องการจะกลับไปทำงานยังหน้าเดิม ก็ให้คลิกที่ชื่อของเว็บเพจพร้อม ๆ กันได้หรือในขณะที่เรารอการโหลดเว็บเพจ  เราก็สามารถเปิดหน้าต่างขึ้นมาใหม่แล้วก็สั่งให้โหลดเว็บเพจอื่น ๆ ต่อไปก่อนแล้วจึงกลับมาดูยังเว็บเพจเดิมที่โหลดเสร็จแล้วได้


การปรับแต่งโปรแกรม Internet Explorer
        เมื่อต้องการปรับแต่งการทำงานทั่วไปของ Interner Explorer จะต้องทำการเลือกเมนูดังนี้ Tools à Internt Options
การปรับแต่งทั่วไป (Genetal)
   ส่วนที่ 1 Homepage
        การปรับแต่งการทำงานทั่วไปของ  Interner Explorer สามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
        การกำหนดการเปิดหน้าของเว็บเพจ(Web Page) แรกเมื่อมีการเรียกใช้โปรแกรม Internet Explorer
     Use Current : จะเลือกให้หน้าของเว็บที่เราเปิดอยู่ขณะนี้เป็นหน้าเริ่มต้น
     Use Default : จะเลือกให้เว็บเพจ www.msn .com เป็นหน้าเริ่มต้น เพราะโปรแกรมInternet Explorer  กำหนดมาให้
     Use Blank   : เมื่อเปิดโปรแกรม Internet Explorer  ครั้งแรกให้กำหนดเป็นหน้าว่างโดยไม่ต้องเปิดเว็บเพจใด ๆ ขึ้นมา

   ส่วนที่ 2 Temporary Internet Files
           กำหนดพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ที่ Internet Explorer  เพื่อใช้ในการบันทึกเว็บเพจที่เคยไปเยี่ยมชมแล้ว เมื่อต้องการเรียกใช้เว็บเพจนั้นอีกก็สามารถดึงมาใช้ได้ทันที ทำให้ไม่ต้องเสียเวลารอเพื่อโหลดข้อมูลจากเว็บไซต์ ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ทำหน้าที่เสมือนหน่วยความจำชั่วคราวสำหรับเรียกใช้เว็บเพจได้อย่างรวดเร็ว ทางเดินเทคนิคเรียกว่า แคลช : Cache
           เนื่องจากพื้นที่ในฮาร์ดีสก์มีจำกัด ก็อาจจะสั่งลบของเว็บเพจที่ได้บันทึกไว้ หรือ สามารถที่จะจัดแบ่งพื้นที่ฮาร์ดีสก์เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลของเว็บเพจได้
         Delete Cookies...  เป็นไฟล์ข้อมูลขนาดเล็กที่ถูกจัดเก็บอยู่ในเครื่องจากการที่เราเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยข้อมูลในไฟล์เหล่านี้จะได้จากข้อมูลที่เราลงทะเบียนสมัครสมารชิก เช่น รหัสผ่าน E-mail Address  และข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเข้าไปใช้บริการในเว็บไซต์เพื่อช่วยให้ประหยัดเวลาในการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ในครั้งต่อไป เพราะเราไม่ต้องป้อนชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านในการใช้บริการต่าง ๆ อีก เนื่องจากทางเว็บไซต์จะทราบข้อมูลเหล่านี้ได้จากไฟล์  Cookies ให้คลิกที่ปุ๋ม Delete Cookies หลังจากที่ทำการลบข้อมูลออกจาก  Cookies เมื่อเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ในครั้งต่อไป เครื่องจะไม่ปรากฏข้อมูลที่เก็บไว้ มาแสดง แต่เราสามารถแจ้งข้อมูลเหล่านั้นใหม่อีก         
        Delete Files... ลบข้อมูลเว็บเพจทั้งที่ได้บันทึกไว้ออกจากหน่วยความจำของฮาร์ดดิสก์ 
        Settings... เมื่อคลิกที่ปุ่ม Settings... จะปรากฏหน้าจอ

                    หมายเลข 1 กำหนดวิธีการทำงานของแคลช (Cache)
             Every visit the page :  เป็นการสั่งให้ Explorer ตรวจสอบว่าเว็บเพจที่เราเปิดดูเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยบันทึกไว้ในแคช (Cache)หรือไม่ ทุกครั้งก่อนนำมาแสดง
             Every time you start Internet Explorer :  ทุกครั้งที่เรียกใช้โปรแกรมExplorer เพื่อเรียกดูเว็บเพจ Explorer จะนำเว็บเพจที่ได้บันทึกไว้ในแคลช มาแสดงทันที โดยไม่ตรวจสอบว่าหน้าเว็บเพจได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ วิธีนี้ทำให้เรียกใช้เว็บเพจนั้นรวดเร็วกว่าวิธีแรก     
       Automatically :  กำหนดให้ Explorer ตรวจสอบว่าเพจที่เปิดดูว่าเปลี่ยนไปจากที่บันทึกไว้ในแคลช (Cache)หรือไม่ แต่ถ้าพบว่าเว็บเพจนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ได้บันทึกไว้ ก็จะตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของเว็บนั้นน้อยลง วิธีนี้ทำให้สามารถเปิดดูเว็บเพจที่เคยเปลี่ยนแปลงของเว็บเพจนั้นน้อยลง วิธีนี้ทำให้สามารถเปิดดูเว็บเพจที่เคยเปิดดูแล้วได้อย่างรวดเร็ว
        Never :  กำหนดให้เมื่อเปิดดูเว็บเพจที่เคยเปิดดูแล้ว ให้ Explorer นั้นที่บันทึกไว้ในแคลช (Cache )มาแสดงทันที ถ้าเว็บเพจมีการเปลี่ยนแปลงหน้านั้นจะไม่ถูกนำมาแสดงให้เห็นวิธีนี้ทำให้สามารเปิดดูเว็บเพจที่เคยเปิดดูได้อย่างรวดเร็วที่สุด แต่อาจไม่แสดงเว็บเพจล่าสุดให้เห็น 
หมายเลข 2  กำหนดพื้นที่ในฮารดดิสก์สำหรับใช้ในแคลช (cache)
หมายเลข 3  ย้ายตำแหน่งเก็บโฟลเดอร์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล
หมายเลข 4  ดูไฟล์ทั้งหมดที่ได้บันทึกเก็บไว้ในแคลช (cache)
หมายเลข 5  ดูรายชื่อของออบเจกต์ต่าง ๆ ที่ถูกโหลดมาเก็บในแคลช (cache)

ส่วนที่ 3 History          
         การบันทึกประวัติของการเข้าไปใช้งานในเว็บเพจต่าง ๆ นั้น จะได้ทำการบันทึกว่าในแต่ละวันเคยเข้าใช้งานเว็บเพจใดบ้าง ก็สามารถค้นดูได้จากประวัติการใช้งาน หรือ History นั่นเองเราสามารถกำหนดจำนวนระยะเวลาในการบันทึกประวัติการใช้งานของเว็บเพจได้จาก Imtermer Optionsในส่วนของ History โดยจะกำหนดจำนวนเวลาในการบันทึกประวัติการใช้งานไว้ที่ 20 วัน แต่ละจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามที่เราต้องการ
          Clear Histoy เมื่อต้องการลบประวัติการใช้งานเว็บเพจต่าง ๆ ให้คลิกที่ปุ่มนี้ ประวัติการเข้าไปใช้งานในเว็บเพจต่าง ๆ ในแต่ละวันจะถูกลบออกไปจากหน่วยความจำของเครื่องทันที

ส่วนที่4 ปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ
                         Colors… การกำหนดสีพื้นหลัง สีข้อความปกติ สีข้อความที่ใช้ในการเชื่อมโยง (Link)และข้อความที่เป็นต-แหน่งของการเชื่อมโยง (Link)ที่เคยเปิดดูแล้ว
                         Fonts…การกำหนดรูปแบบของตัวอักษรที่ใช้
                         Languages… กำหนดภาษาที่ใช้ โดยปกติภาษาที่ใช้ คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษและสามารถเพิ่มเติมรูปแบบภาษาได้ โดยเลือกที่ปุ่ม  Add จะมีรูปแบบภาษาต่าง ๆ ให้เลือกอีกมากมายที่สามารถจะเลือกเพิ่มเติมอีกได้
                         Accessibility….กำหนดการแสดงผลให้เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการใช้สายตา โดยสั่งให้ Explorer ไม่แสดงเว็บเพจตามรูปแบบตัวอักษร และขนาดตัวอักษรใหม่ที่ช่วยให้อ่านง่ายขึ้น

บทที่ 3 ท่องโลกอินเทอร์เน็ต


เครือข่ายใยแมงมุม ( World Wide Web : www)

          เวิลด์ ไวด์ เว็บ เป็นบริการหนึ่งที่อยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพัฒนาของเครือข่ายใยแมงมุม ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดียทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความมหัศจรรย์ให้กับการศึกษาในโลกไร้พรมแดน และกลายเป็นแหล่งทรัพยากรของกระบวนการเรียนการสอนที่สนองต่อกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดียิ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีผู้สนใจใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่มากนัก เนื่องจากการใช้บริการ อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข่าวสารข้อมูล การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสำเนา แฟ้มข้อมูล ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร (Text Mode)เท่านั้น ไม่มีการแสดงที่เป็นรูปภาพ เสียง ภาพยนตร์ และไม่มีอักษรแบบต่าง ๆ ปรากฎให้เห็นแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ใช้จะต้องเรียนรู้การใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น ต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ (UNIX) เนื่องจากเมื่อจะมีการเรียกใช้งานอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ เพื่อทำการป้อนคำสั่งที่เป็นตัวอักษรด้วยตัวเองจนกระทั่งมีบริการที่เรียกว่า World Wide Web (WWW) หรือ เครือข่ายใยแมงมุมเกิดขึ้นทำให้ความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตสูงขึ้น เนื่องจาก WWW เป็นบริการหนึ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก ผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป การอ่านและค้นหาข้อมูลสามารถกระทำได้เพียงแต่กดปุ่มเมาส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
          การที่จะใช้บริการ WWW ได้นั้นจำเป็นจะต้อง มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้
                1. แหล่งข้อมูล หรือเว็บไซต์ (Web Site)
                2. 
โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)
แหล่งข้อมูล หรือ เว็บไซต์ คือ ระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บเว็บเพจ ที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกดูเว็บเพจที่ เก็บอยู่ในเว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์อาจจะใช้ระบบปฏิบัติเว็บเพจเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็ก (Hypertext document) เก็บอยู่ที่เว็บไซต์ต่าง ๆ ในรูปของแฟ้ม ข้อมูลที่มักจะสร้างขึ้นด้การ ยูนิกซ์ (UNIX) หรือวินโดวส์เอนที (Windows NT) ก็ได้ ผู้เป็นเจ้าขอเว็บไซต์จะจัดสร้างเว็บเพจ ของตนเก็บไว้ที่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้คนอื่นทั่วโลก สามารถเข้ามาดูเว็บเพจที่เก็บไว้ในเว็บไซต์นั้นได้ เช่นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จะเก็บอยู่ที่เว็บไซต์http://ww.swu.ac.th   เขียนด้วยภาษา HTML (Hypertext Markup Language) โดยมีนามสกุลเป็น htm หรือ html
โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ ในการเข้าสู่ WWW และเปิดดูเว็บเพจ ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลนั้นขึ้นมาแสดง ได้โดยใช้โปรแกรม ประเภท Web Browser เช่น Netscape หรือ Internet Explorer เว็บเพจที่เป็นหน้าแรก ของเว็บเพจ นิยมเรียกกันว่า "โฮมเพจ" (Home Page)การเข้าถึงเว็บเพจใดๆ นั้นผู้ใช้จะต้องทราบตำแหน่งที่อยู่ของเพจนั้น ๆ บนเว็บเสียก่อนตำแหน่งที่อยู่ เหล่านี้ เรียกว่า URL (Uniform Resource Locators)    ตัวอย่างของ URL ได้แก่http://www.swu.ac.th       
 URL ที่เป็นโฮมเพจของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
http://www.tv5.co.th         URL ที่เป็นโฮมเพจของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5
http://www.nectec.or.th     URL ที่เป็นโฮมเพจของ NECTEC
http://www.yahoo.com      URL ที่เป็นโฮมเพจของ Yahoo
http://www.srithai.com      URL ที่เป็นโฮมเพจของ  Srithai
http://www.geocities.com/TheTropics/Paradise/2703    URL โฮมเพจฟรีของ Geocities

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Mail : E-mail )
          เป็นบริการหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นวิธีติดต่อสื่อสารที่เป็นมาตรฐาน โดยที่สามารถจะรับ - ส่งเอกสาร ทั้งที่เป็นเอกสารข้อความ และทั้งที่เป็นเอกสารมัลติมีเดีย คือ มีทั้งภาพและเสียง โดยสามารถสื่อสารกันได้ไม่ว่าผู้รับหรือผู้ส่งจะอยู่ใกล้หรือไกลกันเพียงใดก็ตามบุรุษไปรษณีย์จะทำหน้าที่ส่งจดหมายต่างๆ ให้กับเราก็ได้คือเว็บไซต์ที่เราได้ขอลงทะเบียนเป็นสมาชิกเพื่อขอใช้บริการ เมือลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกแล้ว ก็จะได้ที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอรืเน็ตมาไว้สำหรับติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ที่เราเรียนกว่า E-mail Address
         
          ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
               http://www.hotmail.com/
               http://www.thaimail.com/
               http://www.chaiyo.com/
               http://www.lemonline.com/
               http://www.yahoo.com/
               http://www.siammail.com/
               http://www.thailand.net/

          มีเว็บไซต์มากมายที่เปิดให้ใช้บริการ E-mail เพื่อสร้างความสะดวกให้แก่ผู้เข้าไปใช้บริการอินเทอร์เน็ต และใช้บริการไปรษณียือิเล็กทรอนิกส์ก็คล้ายกับการใช้บริการจากสำนักงานๆปรษณีย์ ก็คือ เมื่อมีผู้ส่งก็ต้องมีผู้รับ และผู้รับจดหมายเท่านั้นที่จะสามารถเปิดอ่านจดหมายของตนเองได้


การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย ( File Transfer Protocol : FTP )

          FTP หรือ File Transfer Protocol เป็นบริการโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย ข้อมูลที่โอนย้ายมีหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ เพลง รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข่าวสาร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการโอนย้ายข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
          Downlod คือ การนำข้อมูลจากเครื่องที่ให้บริการ    FTP หรือ จากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
          Upload คือ การนำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไปไว้ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
          การใช้งาน FTP สามารถกระทำได้โดยผ่านโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ ( Web Browser ) หรือ สามารถทำได้ในรูปแบบของ Text Mode ผ่าน Unix ด้วยคำสั่ง Get, Put หรือ Graphics Mode ผ่าน Microsoft Windows เช่น การใช้โปรแกรม Win FTP Light, Cute FTP (http://www.nectec.or.th/courseware/internet/index.html) 
          การใช้บริการ FTP สามารถทำได้ทั้งผู้ที่เป็นสมาชิก FTP Server และบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิก โดยสามารถเข้าไปใช้บริการได้บางประเภทในนามของ Anonymous FTP
                 
"Anonymous FTP คือ บริการดาวน์โหลดข้อมูลที่เปิดให้บริการแบบสาธารณะโดยมี Login ที่เป็นกลางในการเข้าถึง FTP Server"


การบริการใช้เครื่องข้ามเครือข่ายด้วย Telnet
       เป็นบริการที่ช่วยให้เราสามารถล้อกอิน (Login) เข้าไปใช้งานในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลได้ เสมือนกับเราไปนั่งใช้งานที่หน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ และสามารถสั่งให้เครื่องปฏิบัติงานตามคำสั่ง หรือโปรแกรมจากเครื่องของเราได้ การแสดงผลลัพธ์ของโปรแกรม Telmet นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะแสดงในรูปของข้อความ
          การทำงาน Telmet จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เป็นการบริการที่สามารถขอเข้าไปใช้บริการ หรือทรัพยากรของเครืองคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ ภายในระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์จะมีเครือแม่ข่าย (Server) ที่จะทำหน้าที่ในการประมวลผล และจัดเก็บข้อมูลไว้ยังฐานข้อมูล งานบางชนิดจะต้องใช้โปรแกรมสำหรับการทำงานเฉพาะอย่าง ดังนั้น เครื่องที่เป็นเครื่องแม่ข่าย (Server) จะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง และการติดตั้งโปรแกรมก็จะติดตั้งไว้ที่เครื่องแม่ข่ายเพียงเครื่องเดียวเพื่อสะดวกในการใช้งาน ซึ่งเครื่องแม่ข่ายภายในศูนย์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงาน มักจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น เมนเฟรม หรือ ซูเปอร์ คอมพิวเตอร์
          เมื่อเราต้องเดินทางไปทำงานยังต่างจังหว้ด แล้วต้องส่งข้อมูลเข้ามายังหน่วยงาน ก็สามารถนั่งทำงานอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แล้วก็จะสามารถใช้บริการ Telmet  โดยการล็อกอิน (Login) เข้าไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) ของหน่วยงาน ก็สามารถส่งข้อมูลเข้าไปยังเครื่องแม่ข่ายและสั่งให้เครื่องแม่ข่ายประมวลผลให้ แล้วจึงนำผลลัพธ์ที่ได้กลับไปแสดงผลยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเอง เสมือนกับเราเข้าไปนั่งทำงานที่หน้าจอเครื่องแม่ข่ายภายในศูนย์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงาน ซึ่งผู้ที่มีสิทธิ์เข้าไปใช้บริการ Telmet จะต้องเป็ยผู้ที่มีหน้าที่ในการดูแลระบบ หรือสมาชิกของระบบ จึงจะได้ล็อกอิน (Login) และรหัสผ่าน (Password) เพื่อเปิดประตูเข้าไปใช้บริการของระบบนี้ บริการ Telmet  สามารถค้นหาข้อมูล และโอนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นระบบที่แตกต่างกันได้ 


บริการค้นหาข้อมูลข้ามเครือข่าย
          การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นอีกบริการหนึ่งที่นิยมมาก เพราะจะสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะมีข้อมูลอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การค้นหาข้อมูลจึงจำเป็นที่จะต้องมีโปรแกรมเพื่อให้ทราบแหล่งที่อยู่ของข้อมูล ดังเช่น
         

          Archie
          เป็นวิธีการแบบง่าย ในการที่จะค้นหาสารสนเทศ ในลักษณะของ anonymous ftp พัฒนาจากมหาวิทยาลัย Mc Gill ใน Montreal ประเทศแคนาดา โปรแกรมนี้เป็นความพยายามอันแรก ที่จะใช้ระบบ Internet เป็น Catalog เพื่อเก็บและเผยแพร่ข้อมูล สารสนเทศบนเครือข่าย คุณสามารถส่งคำถาม ไปยังเครื่องที่บริการด้วย E-mail และเครื่องบริการก็จะตอบคำถามกลับมา
       Gopher
          พัฒนาจากมหาวิทยาลัย Minnesota เป็นวิธีการซึ่งสามารถที่จะค้นหา และ รับข้อมูลแบบง่าย บน Internet โดยไม่ยุ่งยาก และสามารถรับข้อมูลได้หลาย แบบ เช่น ข้อความ เสียง หรือภาพ Gopher นั้น ทำงานผ่านเครือข่ายโดยอัตโนมัติ โดยมีตัวให้บริการ อยู่ทั่วไปบน Internet แต่ละตัวให้บริการ จะเก็บข้อมูลของตนเอง รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังตัวให้บริการอื่นๆ ในการเข้าถึง Gopher ด้วย Gopher name
          Veronica
          มาจากคำว่า Very Easy Rodent-Oriented Net-oriented Index to Computerized Archives ซึ่งพัฒนาจาก มหาวิทยาลัยแห่ง Nevada ซึ่งจะใช้การค้นหาด้วย Key Word ในทุกๆ ตัวให้บริการ และทุกๆ เมนู หรือเรียกอีกแบบหนึ่งได้ว่า เก็บดัชนีของทุกๆ ตัวให้บริการ ไว้ที่ Veronica
          WAIS
          มาจากคำว่า Wide Area Information Sever สามารถใช้โปรแกรมนี้ ในการค้นหาแหล่งข้อมูล โดยใช้ภาษาแบบปกติ ไม่ต้องใช้โปรแกรมภาษาพิเศษ หรือภาษาของฐานข้อมูลในการค้น WAIS ทำงานโดยการรับคำร้อง ในการค้นและเปรียบเทียบ ในเอกสารต้นฉบับว่าเอกสารใด ตรงกับความต้องการ และส่งรายการทั้งหมดมายังผู้ที่ต้องการ


บริการสนทนาออนไลน์ (Chat)
          การสนทนาออนไลน์ หรือ Internet Relay Chat (IRC) หมายถึง โปรแกรมที่ถูกสร้างมาเพื่อการสนทนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการพิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดขึ้นสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งจะมีชื่อของผู้เล่นและข้อความแสดงขึ้นในหน้าต่างภายในจอคอมพิวเตอร์ของโปรแกรมสนทนา ให้คนอื่น ๆ ที่ร่วมสนทนาในห้องสนทนา (chat room) นั้น ๆ ได้เห็นว่า ผู้เล่นสนทนาคนอื่น ๆ สามารถเข้าสนทนาได้
          บริการสนทนาออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต เป็นการสื่อสารผ่านข้อความ เสียง และรูปภาพจาก Webcam โดยมีการโต้ตอบกันอย่างทันทีทันใด (real-time) มีลักษณะเดียวกันกับการสนทนาโดยโทรศัพท์ ต่างกันตรงที่ผู้สนทนาจะสื่อสารผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งข้อความ ภาพ และเสียงให้กันโดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล
           การสนทนาออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะใช้งาน ข้อดีที่คือการได้รู้จักผู้คนมากขึ้น ได้แนวความคิดหลากหลาย มองโลกได้กว้างขึ้นโดยที่เป็นการลดช่องว่างด้านเวลา และสถานที่ ทำให้ได้รับรู้ประสบการณ์ของผู้อื่นพร้อมกับเผยแพร่ประสบการณ์ของตัวเองที่เป็นประโยชน์ เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์  ส่วนข้อเสียเป็นอาการติดสนทนาออนไลน์ไม่สนใจกิจกรรมอื่นนอกจากสนทนาออนไลน์
          รูปแบบการสนทนาออนไลน์ ในปัจจุบันมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มสีสันการสนทนามากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ความน่าสนใจ ทำให้เข้ามาสนทนาพูดคุย สามารถแบ่งรูปแบบการสนทนาออนไลน์อย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ Web Chat, Web Board และโปรแกรมสนทนาออนไลน์ Web Chat เป็นการสนทนาโดยผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง ซึ่งจะทำให้เกิดกลุ่มสนทนาแล้วทุกคนที่ติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์นั้นสามารถได้รับข้อความนั้นได้พร้อม ๆ กัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าห้องสนทนา (chat room) เป็นการเข้าไปคุยกันในเว็บที่จัดให้บริการ เป็นการคุยตอบโต้ระหว่างกันผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้บราวเซอร์ปกติ รูปแบบ และบรรยากาศของห้องคุยก็จะขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์เว็บบริการนั้น ๆ ว่าให้ความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งแต่ละห้องจะมีคนพูดคุยพร้อม ๆ กันหลายคน
     วิธีการสนทนาแบบนี้เทคนิคสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่นอาศัยโปรแกรมบนแต่ละเครื่องของผู้ใช้ เช่น PIRCH คือ โปรแกรมสนทนาออนไลน์ ที่ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็สามารถเข้าใช้งานได้ แค่เพียงกรอก Nickname เพื่อเป็น Account (บัญชีสิทธิหรือ เวลาในการใช้งานโปรแกรม) เพื่อเข้าสู่ห้องสนทนาของโปรแกรม  mIRC คือ โปรแกรมสนทนาออนไลน์ รุ่นเก่าสมัยวินโดว์เวอร์ชั่น 3.11 การสนทนาจะต้องติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์กลางที่มักทำงานในระบบ IRC (Internet Relay Chat) ซึ่งเป็นมาตรฐานของอินเทอร์เน็ตมาแต่เดิม หรือบางแบบก็ใช้การทำงานผ่านเซิร์ฟเวอร์มาทำให้เกิด Chat Room บนเว็บเพ็จของผู้ที่เข้าไปใช้บริการ โดยไม่ได้มีการใช้โปรแกรมอยู่บนเครื่องของผู้เล่น เรียกว่า เป็น Web Chat
     การสนทนาโดยตรงระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต วิธีนี้ขณะสนทนาจะไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ (แต่ตอนเริ่มต้นจะต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์) เป็นการรับส่งสารแบบทันทีทันใดหรือ Instant Messaging ตัวอย่างเช่น โปรแกรม ICQ, Yahoo Messenger, MSN Messenger  ซึ่งรูปแบบนี้โปรแกรมจะออกมาเพื่อใช้งานเฉพาะ มีลูกเล่นที่อำนวยความสะดวก เพิ่มสีสัน เป็นกันเองในการสนทนาแบบเป็นส่วนตัว ข้อดีของการสนทนาแบบนี้ คือ ไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ตลอดเวลา ถึงจะมีผู้ใช้พร้อม ๆ กันเป็นจำนวนมาก เครื่องก็จะไม่ช้า
 การสนทนากันโดยใช้โปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการคุยโดยเฉพาะ เป็นการสนทนาที่มีเซิร์ฟเวอร์บอกตำแหน่งให้โปรแกรมของผู้สนทนาสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ตัวอย่างโปรแกรมก็เช่น PIRCH, mIRC, ICQ, MSN เป็นต้น
     ลักษณะการทำงานของโปรแกรมประเภทนี้ จะเริ่มใช้โดยมีการดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนพร้อมทั้งลงทะเบียน Register ไว้กับเซิร์ฟเวอร์กลาง โดยจะได้หมายเลขผู้ใช้หรือ UIN (User Identification Number) จากนั้นเมื่อใดที่ผู้ใช้ออนไลน์จะมีโปรแกรมตรวจสอบและมี IP Address ไปให้เซิร์ฟเวอร์ทราบ และถ้าหากใครต้องการติดต่อด้วยก็จะสอบถาม IP Address ได้จากเซิร์ฟเวอร์กลาง จากนั้นก็เป็นการติดต่อกันระหว่างสองเครื่อง โดยไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลางอีก ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้โดยตรง ซึ่งรวดเร็วและทันใจกว่าการสนทนาแบบอื่น
     Web Board หรือกระดานสนทนาเป็นการฝากข้อความหรือคำถามไว้บนเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมักจะเป็นคำถามที่ต้องการข้อมูลที่ลึกกว่าการคุยโต้ตอบกันในทันที การสนทนาแบบนี้มีเวลาในการคิดกลั่นกรองข้อความที่จะโต้ตอบ  นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ระดมความรู้ ความคิดเห็น และแจ้งหรือประกาศข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
     เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะมีระบบป้องกันข้อความที่ไม่เหมาะสม การลบกระทู้หรือ ข้อความที่ไม่ประสงค์ดี ส่วนผู้ที่โพสท์ส่วนใหญ่ทุกเว็บก็จะให้ลักษณะสมัครสมาชิก  แต่ถ้าไม่สมัครสมาชิก ทางเว็บไซต์ก็จะสามารถตรวจสอบข้อความที่โพสท์ ลงไปได้ว่าโพสท์ไปจากที่ไหน โดยทุกครั้งที่พิมพ์ข้อความ จะแสดงหมายเลข IP ปรากฏอยู่บนเว็บโพสท์หรืออาจไม่ปรากฏในเว็บเพจก็จริง แต่ทางเว็บไซต์จะมีข้อมูลบันทึกไว้ การใช้งาน Web Board ก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษดังต่อไปนี้
     ประโยชน์ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ผู้เกิดปัญหาสามารถปรึกษากลุ่มเพื่อน เมื่อมีผู้เข้ามาพบมาอ่านและอยากใส่ข้อความโต้ตอบก็สามารถพิมพ์ลงไปได้ โดยจะมีการเก็บเอาไว้ภายใต้หัวข้อเดียวกันบนเซิร์ฟเวอร์ในระยะเวลาหนึ่ง
     โทษ ของเว็บบอร์ดจะเป็นข้อความที่ให้ร้าย ใส่ร้าย ประสงค์ร้ายกับผู้อื่น หรือสิ่งนั้น ๆ ผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านข้อความที่ผู้อื่นโพสท์มา

            การสนทนาออนไลน์ในแบบ Web Chat และ Web Board มีการทำงานพื้นฐานแบบเดียวกันนั่นคือ เป็นการสนทนากันโดยผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง ไม่ได้ติดต่อกันเองระหว่างเครื่องคู่สนทนา เมื่อคุณพิมพ์ข้อความส่งไป ข้อความนั้นจะถูกส่งไปเก็บยังเซิร์ฟเวอร์กลางและแสดงผลข้อความนั้นส่งกลับมาในภาพรวมทั้งหมด รวมถึงส่งต่อไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ออนไลน์อยู่กับเซิร์ฟเวอร์นั้นด้วย ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นข้อความต่าง ๆ ที่เก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์  โดยใช้โปรแกรมบราวเซอร์เป็นตัวช่วยในการดึงและส่งข้อมูล ความรวดเร็วในการโต้ตอบและแสดงผลก็จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการติดต่อกันระหว่างเครื่องของผู้ใช้กับเซิร์ฟเวอร์ จำนวนผู้ที่เข้าติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์กลางในขณะนั้น ๆ ก็มีผลต่อความเร็วในการโต้ตอบ